คําคมสอนใจ นิทานสอนใจ คติสอนใจ : นิทานสอนใจความกตัญญู รวมนิทานสอนใจเด็กก่อนนอน นิทานสอนใจ เกี่ยวกับความอดทน

 

 

นิทานสอนใจความกตัญญู รวมนิทานสอนใจเด็กก่อนนอน นิทานสอนใจ เกี่ยวกับความอดทน

นิทานสอนใจ : มะม่วงสื่อความกตัญญู

 

       "ความกตัญญู" อยู่คู่โลกมานานแสนนานจริงๆ มีเรื่องราวมากมายที่เป็นตัวอย่างของความกตัญญู ดังเช่นเรื่องราวของสัตว์ตัวหนึ่งที่สามารถรับรู้ถึงความกตัญญูได้
       
       จากเรื่องเล่าของนกแขกเต้าที่มีพละกำลังมากตัวหนึ่ง ได้แสดงความกตัญญูต่อพระราชาที่ได้ชุบเลี้ยงมา ฝ่าอันตรายไปนำมะม่วง "อัพภันดร" จากป่าหิมพานต์มาถวายพระราชเทวี เพราะทรงทราบว่ามะม่วง "อัพภันดร" นั้นเสวยแล้วจะทรงงดงามขึ้น สุขภาพดียิ่งขึ้น และถ้าหวังได้ราชโอรสเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็จะสมหวัง นกแขกเต้านำมะม่วงที่อยู่ในบริเวณที่เจ้ายักษ์คอยเฝ้าอยู่มาได้โดยไม่มี อันตราย ซึ่งเป็นเพราะเจ้ายักษ์ซึ้งในความกตัญญูของนกแขกเต้า นอกจากจะไม่ทำร้ายนกแขกเต้าแล้ว ยังชี้ทางให้ทำงานได้สำเร็จด้วย
       
       นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าที่คอยสอนและเตือนสติให้ทุกคนระลึกถึงผู้มี ผระคุณ ทีนี้ลองมาฟังเรื่องราวเมื่อสองพันกว่าปี เมื่อสมัยพุทธกาลกันบ้าง
       
       เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงกบิลพัสด์ เพื่อโปรดพระญาตินั้น บรรดาพระญาติต่างก็ตามออกมาผนวชกันจำนวนมาก รวมทั้งพระนางพิมพามเหสี และพระราหุลโอรส สำหรับหระราชหุลนั้นได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกของพระพุทธศาสนา สามเณรราหุลนั้นเป็นผู้มีความกตัญญูจึงได้เฝ้าติดตามและดูแลพระภิกษุณีผู้ เป็นมารดาตลอดมา
       
       วันหนึ่งพระนางพิมพาเกิดอาพาธด้วยโรคลมเสียดท้อง ซึ่งเป็นโรคประจำของพระองค์เอง พระราหุลทรงทูลถามถึงวิธีการรักษา พระนางจึงบอกว่า "หาได้ฉันน้ำที่คั้นมาจากผลมะม่วง อาการก็จะทุเลาลงได้" พระราหุลจึงรับอาสาจะไปหาน้ำมะม่วงมาให้ แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาที่ไม่สามารถจะหาน้ำมะม่วงมาได้ด้วยตัวเอง
       
       พระราหุลจึงออกเดินทางไปหาพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อพระสารีบุตรเห็นพระราหุลมีหน้าตาเศร้าหมองก็ไต่ถามถึงสาเหตุ ซึ่งพระราหุลก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวดังกล่าว
       
       ครั้นรุ่งเช้าพระสารีบุตรเข้าไปบิณฑบาตภายในวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล พอดีมีชาวบ้านนำมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงคั้นมะม่วงนั้นถวายพระสารีบบุตร เมื่อพระสารีบุตรรับบิณฑบาตแล้วจึงเดินออกไปจากวัง โดยไม่ได้ฉันน้ำมะม่วงนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสงสัยว่า "ทำไมพระสารีบุตรไม่ฉันน้ำมะม่วงที่ทรงคั้นถวาย แต่ไม่กล้ารับสั่งถามตรงๆ จึงให้คนติดตามพระสารีบุตรไป"
       
       ผู้ติดตามนั้นเห็นพระสารีบุตรนำน้ำมะม่วงไปให้พระราหุล เพื่อให้พระราหุลนำไปให้พระมารดาฉันแก้อาการป่วย จึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ทรงสดับฟังดังนั้น เกิดความคิดว่า หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงออกผนวช พระราชวงศ์ทั้งหมดคงไม่ได้ละการเสวยสุขทางโลกมาอยู่ใต้ร่มเงาพระธรรม และมีความเป็นอยู่อย่างลำบากเช่นนี้ และคิดต่อไปว่าถ้าหากพระศาสดาไม่ออกผนวชก็จะไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าเช่นนี้ แต่จะต้องเป็นเจ้าจักรพรรดิแทน และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็คงเป็นข้าราชบริวาทที่รับใช้อยู่ในวังของพระ จักรพรรดินั้น
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายถึงว่า การบวชของพระพุทธเจ้านั้นทรง เป็นประโยชน์ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างมาก พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำนุบำรุงพระราชวงศ์ที่ทรงออกผนวชทั้งหมดนี้ให้ เป็นสุขสืบไป นับว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาของพระราหุลทำให้เกิดผลดีตามมาเกินคาด หมายทีเดียว
       
       เรื่องราวของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่หัน มาทำนุบำรุงพระญาติและพระพุทธศาสนา เพราะซึ้งใจในความกตัญญูของพระราหุลและพระสารีบุตรที่รู้จักตอบแทนผู้มีพระ คุณ แม้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีมาแล้วก็ตาม แต่ถ้าเราทุกคนตั้งใจอ่านและสังเกตให้ดีๆ จะรู้ว่าเรื่องราวอันดีงามของความกตัญญูเป็นความงามที่หาสิ่งใดเปรียบไม่ได้ เพราะเป็นความงามที่คนๆ หนึ่งรู้จักตอบแทนผู้ที่มีพระคุณกับตน
       
       แต่ในปัจจุบันยิ่งถ้าใช้ตน เองเป็นเครื่องทดสอบก็จะทราบว่า ความกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณนั้น สามารถเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายได้แท้จริงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนย่อมมีคน สรรเสริญเพราะความงามของคำว่า "กตัญญูกตเวทิตา" เสมอ
       
       *** ทีมงาน Life & Family ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้น "ธรรมะบันดาลใจ นิทานต้นแบบแห่งความดี" โดย ปาริฉัตต์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊คส์

http://www.manager.co.th

.............................................................................

 ความกตัญญู : นายจันทร์ สีเงิน : ผู้เล่า

          มีแม่หมาออกลูกมาเป็นคนสามคน เป็นผู้หญิงทั้งหมด แม่เลี้ยงจนโตเป็นสาวก็มีพระมหากษัตริย์เสด็จประพาสป่า มาพบเข้าจึงนำไปเลี้ยงทั้งสามคน โดยเอาคนโตเป็นมเหสี ส่วนน้องสาวสองคน ก็เลี้ยงไว้ในวัง ต่อมาได้มีคนมาขอทั้งสองคนไปทำเมีย คนที่สองได้กับคนรวย คนที่สามได้กับคนจน ต่อมาแม่หมาแก่ลงหากินไม่ไหว จึงเดินทางมาหาลูกสาวคนกลาง ลูกสาวคนกลางกลัวผัวจะรู้ว่าแม่เป็นหมาจึงขับไล่ไป แม่หมาก็เสียใจก็ไปหาลูกสาวคนโต ลูกสาวคนโตก็ขับไล่เอาไม้ตีตะโพกเสียหัก จากนั้นก็มาหาลูกสาวคนเล็ก ลูกสาวคนเล็กเห็นแม่ก็จำได้ก็นำแม่มาอาบน้ำ นำมานอนฟูกแล้วบอกก็บอกผัวว่าเป็นหมาเก่าหมาแก่ที่เคยเลี้ยงไว้ ฝ่ายแม่ก็เจ็บหนักก็เรียกลูกสาวมาแล้วบอกว่า ถ้าแม่ตายให้เอาแม่ใส่หีบไว้  7 คืน  7 วัน แล้วเปิดหีบดู เมื่อแม่ตายครบ 7 วัน ก็เปิดดู ปรากฏว่าภายในหีบมีเงินมีทองเต็ม พี่สาวทั้งสองคน เมื่อรู้ข่าวก็ทำตามบ้าง โดยฆ่าหมานิลแต่ปรากฏว่าไม่มีเงินมีแต่ซากเน่าๆ พี่สาวสองคนก็จนลงๆ ทุกวัน เพราะไม่มีความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิด

http://thaiculturebuu.wordpress.com

..............................................................................

พิมพ์จาก : http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=64&id=19276
วันที่ : 23 กรกฎาคม 57 16:53:48
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com