หมวดหมู่
 
หน้าแรก  | ข่าววันนี้  | ประเด็นดัง  | กรรมการกลาง  | มุสลิมไทย  | เว็บบอร์ด  | โลกอาหรับ  | มุสลิมโลก  | ผู้หญิง  | สุขภาพ  | ฮาลาล  | 
แฟชั่นมุสลิม  | ชื่ออาหรับ  | เวลาละหมาด  | คลิบวิดีโอ
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> ธุรกิจ >> บทความธุรกิจ
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
กฎหมายแรงงาน ค่าล่วงเวลา กฎหมายแรงงาน การหารจำนวนวันเงินเดือน
คำค้น : กฏหมาย , กฏหมายแรงงาน , ลาออก

กฎหมายแรงงาน ค่าล่วงเวลา กฎหมายแรงงาน การหารจำนวนวันเงินเดือน

 การหารจำนวนวันเงินเดือน


ดิฉัน เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 8500 บาท แต่วิธีคิดเงินเงินเจ้านาย เอา 8500 หาร จำนวนวันที่ฉันมาทำงานคือ 22 วัน =8500/22=386.36 อีก 8 วันเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์

ถ้าเดือนมีนาคมนั้นมีวันหยุดประจำ 8วัน +วันหยุดนักขัตฤกษ์3 วัน= 11วัน - 31 วัน = 20 วัน  8500/20 = 425 บาท ถ้าลากิจอีก 1 วัน วันที่ลากิจจะถูกหัก 425 บาทไม่ทราบว่าเขาคิดแบบนี้ถูกต้องไหมค่ะ  ตาทกฎหมายแล้ว พนักงานรายเดิอนคิดอย่างไรค่ะ  เงินเดือน/ ?

 

ลิงค์ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเงินเดือน (น่าสนใจมาก)

เงินเดือนจะมาหาร 26 หาร22 อะไรกันครับ มันไม่ใช่นะครับ เงินเดือนก็คือเงินเดือนครับ  ต้องหารด้วย30   ถ้าจะมาหาร 22 หาร 26 นั่นมันรายวันครับ

สำหรับรายเดือน

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ารายเดือน  จะหาค่าเฉลี่ยของรายเดือนต้องหารด้วย 30  เช่นเงินเดือน 8,500 ก็ 8,500/30 ก็เท่ากับวันละ 283.33บาท แค่ให้รู้ว่าตกวันละ283.33เท่านั้และกฏหมายกำหนดให้พนักงานหยุดสัปดาห์ละ1วัน ฉะนั้นใน1เดือนคุณก็จะหยุด4วัน นี่คือข้อดีของรายเดือนถึงจะหยุดก็ยังได้เงิน และบริษัทไม่มีสิทธิ์หักเงินในส่วนนี้ สิ้นเดือนมาคุณก็รับเงิน8,075บาท(หักประกันสังคม5%)  แต่ถ้าคุณขาดงาน นั่นบริษัทถึงจะสามารถหักเงินคุณ  ไม่ใช่จะเอาเงินเดือนมาหาร 22 หาร 26 นั่นเท่ากับว่าคุณเป็นพนักงานรายวันครับ                                                                                                                                                ลาป่วย = 1ปีลาป่วยได้30วัน ตามกฏหมาย ไม่ถูกหักเงินแต่ต้องมีใบรับรองแพทย์มาแนบแล้วแต่กฏบริษัทส่วนมาก3วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์                                                                                                                                                                    วันหยุดนขัตฤกษ์=1ปีต้องมี13วันอย่างต่ำ  ตามกฏหมาย  นี่ก็หยุดได้บริษัทไม่มีสิทธิ์หักเงินแต่ถ้ามาทำงานก็คูณ3ครับ        ลากิจ=แล้วแต่บริษัทกำหนด

การคิดโอทีก็เอาแต่ฐานเงินเดือนครับจะไม่เอาค่าตำแหน่งค่าเสี่ยงภัยหรือค่าขนมอื่นๆมาคิด   เช่นเงินเดือน8,500 ค่าตำแหน่ง1,000 ค่าชำนาญการ1,000  ก็จะเอาแค่8,500 มาคิดครับ  ที่เหลือไม่ใช่เงินเดือนไม่เอามาคิดครับ

สำหรับรายวัน

แค่ให้รู้ว่านายจ้างตกลงจ่ายค่าแรงคุณวันละเท่าไหร่ ก็เอาค่าแรงคูณด้วยจำนวนวันที่มาทำงาน วันไหนไม่มาก็ไม่ได้เงิน เช่น ค่าแรงวันละ 200 บาท  ใน1เดือนคุณมาทำงาน 19 วัน ก็เอา200*19 สิ้นเดือนก็รับเงิน 3,800 บาท   กฏหมายกำหนดให้แรงงานทำงานวันละ 8 ช.ม. /1วัน   ถ้าจ่ายครึ่งวันผมไม่ทราบครับ ผมทราบแต่เพียงว่าทำงานครบ8ช.ม. ก็คือ1วันการทำงาน

 ส่วนการปรับค่าแรง

การปรับค่าแรงคือการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งรายวันและรายเดือนปรับเหมือนกันครับ เช่น จังหวัดก. กำหนดให้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 200 บาท ฉะนั้น  แรงงานรายวันต้องได้วันละ200บาท ต่ำกว่านี้ผิดกฏหมาย  รายเดือน ก็200*30 คือ เดือนละ6,000 บาท ต่ำกว่านี้ผิดกฏหมาย แล้วกฏหมายกำหนดให้ จังหวัดก.ปรับค่าแรงขึ้น10บาท  ฉะนั้นรายวันต้องได้210/วัน ต่ำกว่านี้ผิดกฏหมาย  รายเดือน ต้องได้ 6,300 บาท/เดือน  ต่ำกว่านี้ผิดกฏหมาย   อย่างที่บอกครับการปรับค่าแรงคือค่าแรงขั้นต่ำครับไม่ใช่ปรับค่าแรงขั้นสูง   ถ้าคุณเงินเดือน21,000 บาท/เดือน ไม่ปรับก็ไม่ผิดกฏหมายแต่อย่างใด  แต่ถ้าคุณจะปรับเงินเดือนนี่ก็แล้วแต่ความกรุณาของบริษัทครับ


มาตรา 68    เพื่อประโยชน์แก่การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานหมายถึงค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของสามสิบและจำนวนชั่วโมงทำงานในวันทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย
  
                บทบัญญัติมาตรานี้ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดของลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน (หรือได้รับเงินเดือน) มีหลักเกณฑ์ในการคำนวณเป็นมาตรฐานในกฎหมาย ในการคำนวณค่าจ้างจากรายเดือนมาเป็นรายวันก็ดี หรือจากรายชั่วโมงก็ดี ให้เอา 30 หารเพื่อให้เป็นค่าจ้างต่อ 1 วัน และเอาจำนวนชั่วโมงทำงานต่อวันหารอีกทีหนึ่งเพื่อให้เป็นค่าจ้างต่อชั่วโมง แต่ถ้าชั่วโมงทำงานต่อวันไม่เท่ากัน เช่น ทำงานในวันจันทร์ถึงวันศุกร์เต็มวัน วันเสาร์ครึ่งวัน กรณีเช่นนี้ก็ต้องเอาจำนวนชั่วโมงทำงานในวันจันทร์ถึงวันเสาร์บวกเข้าด้วยกันและหารด้วย 6 เพื่อเป็นชั่วโมงทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย ถ้านายจ้างได้ใช้หลักเกณฑ์อื่นในการคำนวณ เช่น ใช้จำนวนชั่วโมงทำงานต่อเดือนหารค่าจ้างรายเดือนหรือใช้จำนวนวันทำงานจริงในหนึ่งเดือน (22,26) หารแทนจำนวน 30 ก็อาจใช้ได้ แต่ถ้าคำนวณออกมาแล้วได้ผลลัพธ์เป็นจำนวนน้อยกว่าที่คำนวณได้โดยใช้หลักตามมาตรา 28 แล้วก็คือว่าผิดกฎหมาย
 
การคำนวณค่าจ้าง ค่าทำงานล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด     ติดต่อทีมงาน

เช้าวันนี้ผมได้รับข้อความจากสมาชิกท่านหนึ่ง ถามถึงการคำนวณค่าล่วงเวลาสำหรับการทำงาน ดังนั้นในวันนี้ผมจึงคิดว่า แทนที่จะตอบให้สมาชิกท่านนี้เป็นการส่วนตัว ขอตอบเป็นกระทู้ใหม่เพื่อแชร์ความรู้ให้กับสมาชิกท่านอื่นๆในห้องสีลมด้วยแล้วกันนะครับ น่าจะเป็นประโยชน์มาก

การคำนวณค่าแรง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดนั้น พื้นฐานจะต้องนำมาเป็นหลักในการคำนวณคือ อัตราเงินเดือน หรือเงินค่าจ้างรายวัน ซึ่งเงินรายได้นี้ มีกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำคุ้มครองเอาไว้ ดังนั้นหากท่านตกลงค่าแรงกับนายจ้างท่านใดแล้ว ก็กรุณาตรวจสอบเสียก่อนว่า ค่าแรงที่ท่านได้รับนั้น สูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ พนักงานเงินเดือนเรือนหมื่นอย่างเราๆ คงไม่เป็นปัญหา แต่พนักงานที่รับค่าจ้างเป็นรายวันหรือลูกจ้างชั่วคราวนี้ ต้องใส่ใจต่อเรื่องดังกล่าวด้วยนะครับ

การคำนวณค่าจ้างต่อวัน

การทำงานในหนึ่งวันของเรานั้น ตามกฎหมายมาตรา 23 แล้วกำหนดให้วันหนึ่งนายจ้างต้องให้ลูกจ้างทำงานไม่เกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง หากวันใดทำงานไม่ถึง ก็สามารถสะสมไปยังวันทำงานอื่นๆได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 9 ชั่วโมง ซึ่งกฎหมายข้อนี้ก็ทำให้นายจ้างหลายรายหัวใส ใช้ช่องว่างนี้กำหนดให้ลูกจ้างทำงานวันละ 9 ชั่วโมงเสียเลย ซึ่งสามารถทำได้หากจัดการเป็นขั้นตอน  แต่ไม่เป็นผลดีต่อนายจ้างและการบริหารงานบุคคลเท่าไรนัก

              เข้าสู่เรื่องของการคำนวณค่าจ้าง  การคำนวณค่าจ้างต่อเดือนให้เป็นรายวันนั้นง่ายมาก เพียงแค่นำเอาเงินเดือนพื้นฐาน หารด้วย 30 วัน ก็จะได้ค่าจ้างต่อเดือนแล้ว (อ้างอิงมาตรา 68) แต่นายจ้างบางท่านอาจหารด้วยจำนวนวันที่ทำงานจริงในเดือนนั้น เช่น หารด้วย 22 วันทำการ ก็ไม่ถือว่าผิดแต่อย่างใด และถือเป็นคุณต่อลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างจะได้อัตราค่าจ้างที่มากว่าการหารด้วย 30 วัน เพียงแต่มีข้อแม้เดียวคือ ต้องใช้อัตรานี้ไปกับทุกๆการคำนวณ เช่น การคำนวณค่าล่วงเวลา หรือคำควณการทำงานในวันหยุด และการคำนวณการไม่จ่ายค่าจ้างด้วย ต้องใช้อัตราเดียวกัน

              เช่น เงินเดือน 10,000 บาท ค่าจ้างต่อวันเท่ากับ (10,000 บาท / 30 วัน) = 333.34 บาทต่อวัน

              ส่วนการคำนวณค่าจ้างต่อเนื่องเป็นรายชั่วโมง เพื่อเป็นพื้นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาหรือรายการหักใดๆต่อชั่วโมง ก็เพียงเอาค่าจ้างต่อวันที่คำนวณได้นั้น มาหารด้วยเวลาทำงาน หากบริษัทของท่านมีเวลาทำงานปกติอยู่ที่ 8 ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก เพียงแค่นำ 8 มาหารได้เลย แต่มีข้อสังเกตุว่า หากบริษัทของท่านมีเวลาทำงานที่น้อยกว่านี้ เช่น 7ชั่วโมง หรือ 7.5 ชั่วโมง จะต้องหารด้วยเวลาทำงานจริง เช่น ทำงาน 7 ชั่วโมง แต่จะมั่วหารด้วย 8 ไม่ได้นะครับ

หมายเหตุ : สำหรับการทำงานไม่เต็มชั่วโมง การคำนวณด้วยเครื่องคำนวณ ต้องระมัดระวังเรื่องจุดทศนิยมนะครับ ต้องเทียบบัญญัตไตรยางค์ให้ดี ไม่เช่นนั้นคำนวณผิดครับ เช่น 2ชั่วโมง 30 นาที หากกดเครื่องคิดเลขต้องเป็น 2.5 นะครับ ไม่ใช่ 2.3

              จากตัวอย่างข้างต้น เราจึงได้อัตราค่าจ้างปกติต่อชั่วโมงเท่ากับ (333.34 บาท / 8 ชั่วโมง) = 41.67 บาทต่อชั่วโมง
การคำนวณค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลา

              การทำงานล่วงเวลา หรือทำงานพิเศษนั้น ผมขอจำแนกตามกฎหมายออกเป็น 3 ประเภทคือ

1.       การทำงานล่วงเวลาในวันปกติ

2.       การทำงานในวันหยุด

3.       การทำงานล่วงเวลาในวันหยุด

ซึ่งจะขออธิบายการคิดคำนวณเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1.       การทำงานล่วงเวลา การทำงานที่เกินจากการทำงานเวลาปกติไปแล้ว พรบ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 61 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 1.5 (หนึ่งเท่าครึ่ง) ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง

เช่น จากตัวอย่างข้างต้นเราได้มาแล้วว่า อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงปกติของเรานั้นอยู่ที่ 41.67 บาทต่อชั่วโมงดังนั้นหากเราอยากรู้ว่า วันนี้เราทำงานล่วงเวลาไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะได้ค่าทำงานล่วงเวลาเท่าไร ก็สามารถคำนวณง่ายๆโดย ( อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงปกติ คูณด้วย 1.5 เท่า) คุณ จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา สำหรับกรณีตัวอย่างข้างต้น อัตราทำงานล่วงเวลาในวันปกติจะอยู่ที่ (41.67 X 1.5) X 1 ชั่วโมง = 62.50 บาท ครับ

หมายเหตุ การทำงานล่วงเวลา นอกจากจะมีกฎหมายกำหนดค่าจ้างเอาไว้แล้ว ยังมีกฎหมายกำหนดวิธีการจัดการที่ลูกจ้างต้องรู้อีกด้วย เช่น

-           ห้ามนายจ้างบังคับลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ยกเว้นลูกจ้างยินยอม (มาตรา 24)

-           การทำงานล่วงเวลาเกินจากเวลาปกติ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างพักก่อนไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา (มาตรา 27 วรรค 4)

-           งานบางอย่าง บางหน้าที่ อาจไม่ได้รับค่าจ้างทำงานล่วงเวลา ที่ 1.5 เท่าตามมาตรา 61 แต่จะได้รับเพียง 1 เท่าเพียงเท่านั้น เช่น ลูกจ้างที่ทีหน้าที่กระทำการแทนนายจ้าง , งานเปิดปิดประตูระบายน้ำ ฯลฯ (มาตรา 65)

2.       การมาทำงานในวันหยุด ประเด็นนี้ขอแยกออกเป็นข้อย่อย 2 ประเภทคือ พนักงานรายเดือน และพนักงานรายวัน เนื่องจาก

-           พนักงานรายเดือน หรือพนักงานประจำ ถือเป็นลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด นั้นคือตามกฎหมายแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ที่ลูกจ้างหยุด ถือว่าได้รับค่าจ้างตามกฎหมายอยู่แล้ว

-           พนักงานรายวัน พนักงานประเภทนี้ วันไหนมาทำงานจึงได้ค่าจ้าง วันไหนไม่มาทำงาน ไม่ได้รับค่าจ้าง ดังนั้นพนักงานรายวันถือว่าเป็นพนักงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด

ดังนั้นการคำนวณค่าทำงานล่วงเวลาสำหรับพนักงานสองประเภทนี้ จึงต่างกันออกไป ดังนี้

2.1 กรณีพนักงานรายเดือน หรือพนักงานประจำ ให้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 1 เท่า (มาตรา 62 (1)

2.2 กรณีพนักงานรายวัน ให้  ให้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่า (มาตรา 62 (2)

สำหรับประเด็นที่ผมยกกฎหมายมาอ้างอิงนั้น เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันว่า บริษัทนี้ให้ที่ 1 เท่า บริษัทนั้นให้ที่ 2 เท่า เพราะพื้นฐานที่ให้อยู่เพียง 1 เท่าเท่านั้นหากบริษัทใดให้มากกว่า 1 เท่าแล้ว ถือว่าเป็นคุณต่อลูกจ้าง และไม่ได้ถือว่าผิดแต่อย่างใดครับ

 

3.       การทำงานล่วงเวลาในวันหยุด

หลังจากที่ทำงานในวันหยุดครบ 8 ชั่วโมงไปแล้ว หรือหลังเวลาเลิกงานในวันหยุดไปแล้ว หากต้องทำงานล่วงเวลา การคำนวณค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจะคล้ายๆกับการคำนวณการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ เพียงแต่เปลี่ยนจาก 1.5 เท่า เป็นอัตราชั่วโมงละไม่น้อยกว่า 3 (สาม) เท่า เท่านั้นเองครับ (มาตรา 63)

ดังนั้นตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเลย การคำนวณค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจะเท่ากับ

( อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงปกติ คูณด้วย 3.0 เท่า) คุณ จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา

เช่น อัตราทำงานล่วงเวลาในวันปกติจะอยู่ที่ (41.67 X 3.0) X 1 ชั่วโมง = 125 บาท ครับ

 

ซึ่งจากทั้งหมดที่ผมได้เรียบเรียงนำเสนอมานั้น คิดว่าคงเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆพันทิปไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องดังกล่าว ยังสามารถแตกประเด็นและปัญหาการจัดการไปได้อีกมาก ซึ่งหากผมเขียนบรรยายจนหมด คงใช้เวลามาก เอาเป็นว่าหากท่านใดมีปัญหาสอบถามอันสืบเนื่องจากเรื่องดังกล่าว สามารถสอบถามมาได้เลยครับ ผมและเพื่อนๆสมาชิกจะช่วยกันแชร์ความรู้ให้แก่กันครับ
บทความที่คุณอาจกำลังค้นหา:-
     
     
      เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
    คำค้น: กฏหมาย,กฏหมายแรงงาน,ลาออก
    ภาษีมรดก
    sex, เซ็กส์, กฏหมายเซ็กส์, เรื่องบนเตียง, กฏหมาย, เรื่องแปลก, เรื่องตลก
    การผลิต กระบวนการผลิต ปูนซีเมนต์ ชนิด และคุณสมบัติ ของปูนซีเมนต์
    ประวัติความเป็นมา ของ ปิโตรเลียม น้ำมันดิบ แก๊สธรรมชาติ และแก๊สธรรมชาติเหลว
     สำรวจ ค้นพบ การค้นพบปิโตรเลียม ในประเทศไทย
     วิทยาศาสตร์ พลังงาน ลักษณะและสมบัติของปิโตรเลียม
     การผลิต กระบวนการผลิต เบียร์ กรรมวิธีการผลิตเบียร์
     อุตสาหกรรม วัฒนธรรม ยุคสมัย วัฒนธรรมไทย กับบรรดาประเทศอุตสาหกรรม
     DIY เทคโนโลยี กาวตะปู ตะปู ใช้กาวตะปู แทนการตอกตะปูู
     ธุรกิจ การตลาด กลยุทธ์ ปัจจัย ทำเลคือปัจจัยสำคัญที่สุด
     
      เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
    คำค้น:
    20 อันดับข่าวฮ็อต์ล่าสุด
    ดูทั้งหมด   
    10 อันดับข่าวสุดฮิตอาทิตย์นี้
    ดูทั้งหมด   
    ห้องสมุด มุสลิมไทย โพสต
    มัสยิดซอลาฮุดดีน สี่แยกตลาดแขก อ.เมือง นครศรีธรรมราช
    มัสยิดนูรุ้ลอิสลามิยะห์ แหลมพันวา ภูเก็ต
    ภาพจิตรกรรมสวยๆ ณ หอศิลป์ฯ Moca Bangkok
    มัสยิดบ้านห้วยพุน อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
    มัสยิดอัลกุบรอ บ้านไม้หลา ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช
    มัสยิด Masjid Al Khidhr ใน อิหร่าน
    มัสยิด ยุมอียะห์ มัสยิดกลาง อ.รือเสาะ ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
    Corniche Mosque, Jeddah, Saudi Arabia
    Masjid Agung Tuban ที่ อินโดนีเซีย
    มัสยิดดารุสลาม บ้านสันติคีรี ต.ดอยแม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
    ดูทั้งหมด  
    บทความ มุสลิมไทย โพสต์
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ การประกอบธุรกิจ
    จุดมุ่งหมายของการ ดำเนินธุรกิจ
    หน้าที่และความรับผิดชอบของ ธุรกิจ
    ความหมายและความสำคัญของ ธุรกิจ
    ความหมายของอาชีพอิสระ
    พาณิชย์เร่งแผนลดนำเข้าเครื่องจักรใหม่
    อุดมการณ์ของนักธุรกิจ
    จรรยาบรรณของนักธุรกิจ
    สถาบันทางธุรกิจ
    ประเภทของการประกอบ ธุรกิจ
    ดูทั้งหมด  
    สุขภาวะ มุสลิมไทย โพสต์
    สีเขียว ช่วยให้คุณคิดสร้างสรรค์
    เคี้ยวช้า ฉลาดขึ้น สุขภาพดี
    การแก้กรรม การสะเดาะเคราะห์ เพื่อให้ร่ำรวย
    จริงหรือออกกำลังกายช่วยให้รายได้สูงขึ้น
    มารู้จักกับโรคสมาธิสั้น หรือ ADT กันเถอะ
    กินเค็ม ต้นเหตุโรคร้าย
    วิธีเลือกซื้อผักผลไม้อย่างปลอดภัย
    ชาดีกว่าน้ำจริงหรือ
    วิธีรักษาผิวหน้าจากแสงแดดอย่างไรดี?
    สิ่งที่สะสมเชื้อโรคมากที่สุดในห้องน้ำคืออะไรเอ่ย
    ดูทั้งหมด  
     
     
    สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
    340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
    โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
    สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
    SubDomain หน้าหลัก