อย่าพลาด 8 พัฒนาการที่สำคัญของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด


การที่คุณแม่ทราบระยะเวลาคร่าวๆ ของพัฒนาการแต่ละขั้น นอกจากจะช่วยให้คุณแม่ทราบพัฒนาการของลูกแล้ว ยังช่วยให้คุณแม่ไม่พลาดเก็บภาพสวยๆ หรือคลิปน่าประทับใจของลูกน้อยในช่วงเวลาสำคัญนี้ด้วยนะ


การที่คุณแม่ทราบระยะเวลาคร่าวๆ ของพัฒนาการแต่ละขั้น นอกจากจะช่วยให้คุณแม่ทราบพัฒนาการของลูกแล้ว ยังช่วยให้คุณแม่ไม่พลาดเก็บภาพสวยๆ หรือคลิปน่าประทับใจของลูกน้อยในช่วงเวลาสำคัญนี้ด้วยนะ

พัฒนาการของลูกน้อย

คุณแม่มือใหม่หลายๆ ท่านมักเป็นห่วงเรื่อง พัฒนาการของลูกน้อย ทั้งด้านการเจริญเติบโต สติปัญญา และทักษะทางสังคม ระยะเวลาแต่ละช่วงของพัฒนาการของเด็กแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน เด็กบางคนอาจพูดได้ก่อน บางคนอาจเดินได้ก่อน หรือเด็กบางคนอาจทำได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน

อย่าพลาด 8 พัฒนาการที่สำคัญของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

ระยะเวลาของพัฒนาการต่างๆ

ลูกของคุณอาจมีพัฒนาการด้านร่างกายที่เด่น (เช่น สามารถกลิ้ง นั่ง คลาน หรือเดิน) ขณะที่เด็กบางคนอาจมีทักษะการเข้าสังคม (เช่น การสบตา การตอบสนองต่อเสียง การพยายามพูด) และในช่วงขวบปีแรกนี้เอง ที่สมองของลูกน้อยจะพัฒนาและสามารถจดจำสิ่งที่ถูกสอน ถูกฝึกได้อย่างรวดเร็วเหมือนเป็นฟองน้ำซับน้ำเลยทีเดียว ดังนั้น คุณแม่ควรใจเย็นๆ ค่อยๆ ฝึกลูกให้ค่อยๆ เรียนรู้ เพื่อที่เด็กจะได้ใช้เวลาจดจำทักษะแต่ละด้านอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ

พัฒนาการที่สำคัญของลูกน้อย

1. ยิ้ม

ลูกสามารถทำให้คุณยิ้มได้ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของลูกตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เกิดมา

  • ลูกของคุณจะเรียนรู้การแสดงความสุขออกมาทางรอยยิ้ม ช่วง 1 – 3 เดือนแรก
  • ลูกจะเริ่มหัวเราะตั้งแต่ช่วง 3 เดือนเป็นต้นไป
  • เพราะฉะนั้นตั้งแต่ 3 เดือนเป็นต้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถทำเสียงแปลกๆ ตลกๆ ให้ลูกหัวเราะและยิ้มได้เต็มที่เลยครับ

 

2. คอแข็ง

คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยให้คอลูกแข็งแรกตั้งแต่เดือนแรกๆ

  • ให้ลูกฝึกนอนคว่ำ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคอลูกแข็งแรง
  • การนอนคว่ำช่วยลดแก็ซในท้อง และช่วยบรรเทาอาการโคลิก
  • เด็กจะเริ่มคอแข็งช่วงเดือนที่ 2 – 6

อย่าพลาด 8 พัฒนาการที่สำคัญของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

3. กลิ้ง

ควรให้ลูกนอนคว่ำให้พอดีตั้งแต่เกิด (เริ่มตั้งแต่อายุ 7 – 10 วันจนโต)

  • คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลหรือจัดให้มีคนดูแลระหว่างที่ลูกกลิ้งไปมาอย่างใกล้ชิด
  • ควรเริ่มให้ลูกม้วนตัวให้ได้ 2 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้น
  • นอกจากการกลิ้งแล้ว ควรสลับให้ลูกออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ ด้วยการให้นอนหงาย และมีของเล่นล่อให้ลูกนอนหงายได้นาน
  • เมื่อลูกกลิ้ง ควรมีของเล่น หรือทำให้ลูกสนุก
  • ลูกจะเริ่มกลิ้งได้ตั้งแต่ช่วง 3 เดือนครึ่งไปจนถึง 1 ขวบ
4. นั่ง

ลูกของคุณอาจนั่งได้โดยมีตัวช่วยพยุงตั้งแต่ 3 – 4 เดือน เด็กหลายคนจะเริ่มนั่งได้เองระหว่างช่วง 6 – 1 ขวบ กับอีก 3 เดือน

  • คุณควรนั่งอยู่ด้านหลังลูก เพื่อคอยพยุงระหว่างที่ลูกหัดนั่ง
  • การควบคุมหลังส่วนล่างของลูกจะค่อยๆ พัฒนา ระหว่างที่หัดนั่ง และช่วยให้ลูกนั่งได้ด้วยตัวเอง
  • ช่วงแรกๆ ลูกอาจนั่งได้ไม่นาน คุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆฝึกให้ลูกนั่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • พอนั่งเป็น ลูกจะนั่งเองได้ และนั่งได้นานขึ้น
5. คลาน

เมื่อลูกนั่งเป็นแล้ว ต่อไปลูกจะเริ่มคลาน

  • ควรมีพื้นที่ให้ลูกคลานอย่างเพียงพอ (ควรเป็นพื้นราบ เพื่อไม่ให้ลูกประสบอุบัติเหตุ)
  • ควรมีของเล่นล้อมรอบตัวลูก และคุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ด้วย หรือให้มีคนอยู่ด้วยเสมอ
  • หลีกเลี่ยงของแตกง่าย หรือมีคม หรือของชิ้นเล็กๆ    ควรนำฟองน้ำกันกระแทกหุ้มเหลี่ยมโต๊ะหรือเตียง เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
  • ลูกจะหัดคลานตั้งแต่อายุ 6 – 10 เดือน
  • เด็กบางคนอาจข้ามการคลานไปสู่การเดินได้โดยมีคนพยุง หากลูกของคุณไม่คลาน ก็ไม่ควรกังวลไปนะครับ เพราะลูกสามารถฝึกเดินได้โดยไม่มีปัญหาอะไร

อย่าพลาด 8 พัฒนาการที่สำคัญของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

6. ดึง

ลูกดึงของได้และสามารถลุกขึ้นเองได้

  • ลูกอาจเริ่มดึงด้วยการเกาะขอบเปล คลาน หรือดึงโซฟา
  • ลูกจะเริ่มดึงหลังจากที่ลูกนั่งได้ ในช่วยระยะ 6 เดือน – 1 ขวบ กับอีก 3 เดือน
7. เดิน

ก้าวแรกที่ลูกเดินได้ เป็นก้าวมหัศจรรย์ของลูกน้อยและคุณพ่อคุณแม่

  • เมื่อลูกผ่านพัฒนาการข้อก่อนหน้า คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะเตรียมกล้องถ่ายรูป หรือกล้องถ่ายวิดีโอให้พร้อม เพื่อเก็บภาพลูกน้อยเดิน หรือพลาดล้ม เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆครับ
  • ลูกต้องใช้ความพยายามและกล้าหาญมากที่จะเดินและล้มหลายๆ ครั้งกว่าที่ลูกจะเดินเป็น
  • หลังจากลูกเดินได้ด้วยตัวเอง ลูกจะเริ่มวิ่งตั้งแต่ 10 – 18  เดือน

8. พูด

ลูกจะเริ่มออกเสียงตั้งแต่ 4 – 5 เดือน เช่นเสียง “ยา” “กากากา”

  • ลูกจะเริ่มออกเสียงคำว่า “มามา” ได้ตั้งแต่ 6 เดือน โดยที่ลูกอาจจะไม่ได้หมายถึงคุณแม่
  • ระยะ 7 – 12 เดือน ลูกจะเริ่มเรียก “มามา” ซึ่งหมายถึงคุณแม่  และเรียก “ปาปา” ซึ่งหมายถึงคุณพ่อ
  • ช่วงนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นให้ลูกออกเสียงพูดเยอะ หรืออ่านหนังสือให้ฟัง พูดอะไรก็ได้กับลูก เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับเสียง และลูกจะพยายามเลียนแบบเสียงของพ่อแม่ หรืออาจจะร้องเพลงกล่อมเด็ก หรือบทกลอนกล่อมเด็กก็ได้เช่นกัน
  • ยิ่งลูกได้ยินเสียงมากเท่าไหร่ ลูกจะยิ่งพูดเก่ง พูดเป็นเร็วขึ้น
  • หากบ้านของคุณพูด 2 ภาษา ควรพูดทั้ง 2 ภาษาให้ลูกได้ยิน เพราะจะช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้หลายๆ ภาษาให้ลูกได้ในอนาคต
  • ระยะ 12 – 18 เดือน ลูกจะเริ่มพูดและเข้าใจคำอื่นๆ มากขึ้น
  • สอนลูกพูดคำใหม่ๆ ทุกวัน อีกไม่นานลูกจะเริ่มพูดเป็นประโยคได้

สิ่งสำคัญ:

  • เป็นเรื่องปกติที่เด็กอาจมีพัฒนาการบางอย่างช้ากว่าเกณฑ์ ในขณะที่เด็กบางคนอาจเรียนรู้เร็ว หากคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกจะเรียนรู้ช้า ควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุดครับ
  • เกณฑ์การเรียนรู้ข้างต้นไม่ใช่ตัวกำหนดว่าเด็กจะเรียนรู้เร็วหรือช้าเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะหลังจากนี้ลูกยังต้องเรียนรู้และฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบลูกของคุณกับเด็กอื่นๆ อย่าบังคับให้ลูกนั่งหรือยืน หากลูกยังไม่พร้อม

คุณพ่อคุณแม่ควรสนุกและมีความสุขที่เห็นพัฒนาการของลูก และอย่าลืมที่จะเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้ลูกได้ดูเมื่อโตขึ้น

เพราะ “ครั้งแรก” ของพัฒนาการแต่ละข้อของลูกมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วเริ่มเก็บภาพกันเลย

ที่มา : momjunction

อัพเดทล่าสุด

https://elearning.uika-bogor.ac.id/pulsa/https://simlppm.untan.ac.id/vendor/terbaik-2024/https://bappeda.pareparekota.go.id/xgacor/https://e-learning.unitomo.ac.id/woro2/slot.htmlhttps://bappeda.nganjukkab.go.id/ini.htmlhttps://formppid.kemenpora.go.id/__repository/corthai/https://pkkmb-online.umj.ac.id/cache/deposit-pulsa/https://silayar.ut.ac.id/course/terbaik-terpercaya/https://lentera.uin-alauddin.ac.id/question/gratis-terlengkap/https://lmspelkes.bengkuluprov.go.id/course/gampang-menang/https://ditkapel.dephub.go.id/maxwin/